CARBONOGRAPHY ม.ทักษิณ เปิดโลกวิทยาศาสตร์คาร์บอน เปลี่ยนความรู้ให้เป็นเครื่องมือดูแลทรัพยากรท้องถิ่น

   25 ต.ค. 69  /   1

CARBONOGRAPHY ม.ทักษิณ เปิดโลกวิทยาศาสตร์คาร์บอน เปลี่ยนความรู้ให้เป็นเครื่องมือดูแลทรัพยากรท้องถิ่น

ต้นไม้หนึ่งต้นอาจดูเหมือนเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของธรรมชาติ แต่เบื้องหลังลำต้น กิ่งก้าน และใบไม้ กลับมีบทบาทสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกักเก็บคาร์บอน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกทางธรรมชาติที่ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ และมีความเกี่ยวข้องกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แต่คำถามสำคัญคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้และพืชพรรณในพื้นที่ของเรามีบทบาทในการกักเก็บคาร์บอนมากน้อยเพียงใด และจะทำอย่างไรให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้อยู่เพียงในตำรา แต่สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นได้จริง

คำถามดังกล่าวเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของกิจกรรม “CARBONOGRAPHY: การจัดการคาร์บอนและการถ่ายทอดวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่น” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 โดย ศูนย์ประสานงาน อพ.สธ.-มหาวิทยาลัยทักษิณ ณ ห้อง TSU Innovation Showcase มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเข้าด้วยกัน

กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ โดยมุ่งส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมได้พัฒนาความรู้และทักษะด้านการจัดการคาร์บอน ควบคู่กับการเรียนรู้วิธีประเมินทรัพยากรท้องถิ่นผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

สิ่งที่น่าสนใจของ CARBONOGRAPHY คือการทำให้เรื่องคาร์บอนที่หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องซับซ้อน กลายเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้ ทดลอง และทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มต้นจากการมองเห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว ก่อนเชื่อมโยงไปสู่การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อประเมินคุณค่าของทรัพยากรเหล่านั้น

ภายในกิจกรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีรนาฏ คิดดี ได้ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อานุช คีรีรัฐนิคม ถ่ายทอดแนวทางการวางผังความรู้ด้วยแผนที่ความคิด ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกจัดระบบความคิดและเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน

อีกหนึ่งช่วงสำคัญของการเรียนรู้ คือกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกใช้เครื่องมือ Clinometer ประกอบการเก็บข้อมูลเพื่อคำนวณปริมาณคาร์บอน รวมถึงการเรียนรู้การประเมินการกักเก็บคาร์บอนของพืชพรรณผ่านแอปพลิเคชัน โดยมี อาจารย์ ดร.ณภัทร แก้วภิบาล ร่วมถ่ายทอดความรู้และฝึกปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจกระบวนการนำข้อมูลจากธรรมชาติมาประเมินด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

การเรียนรู้ครั้งนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรู้จักเครื่องมือหรือการคำนวณตัวเลข แต่ยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ว่า ทรัพยากรธรรมชาติที่เราเห็นอยู่ทุกวันสามารถศึกษาและประเมินคุณค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม และข้อมูลเหล่านี้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้าใจและวางแนวทางดูแลทรัพยากรในพื้นที่ได้

อย่างไรก็ตาม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะเกิดประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้นเมื่อสามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ กิจกรรมจึงให้ความสำคัญกับการสื่อสารองค์ความรู้ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย นิติพันธ์ ถ่ายทอดความรู้และจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการด้านการถ่ายทอดทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปสื่อสารและขยายผลได้อย่างเหมาะสม

เพราะการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไม่อาจเกิดขึ้นได้จากความรู้ของคนเพียงกลุ่มเดียว แต่ต้องอาศัยการสร้างความเข้าใจร่วมกันในสังคม การทำให้เรื่องคาร์บอนและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้คนเห็นคุณค่าและมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรท้องถิ่น

สำหรับ ศูนย์ประสานงาน อพ.สธ.-มหาวิทยาลัยทักษิณ การจัดกิจกรรม CARBONOGRAPHY จึงเป็นอีกหนึ่งบทบาทในการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยมาสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงทั้งการจัดการทรัพยากร การใช้เทคโนโลยี และการถ่ายทอดความรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำทักษะไปประยุกต์ใช้กับการดูแลทรัพยากรในพื้นที่ของตนเองได้

เพราะการดูแลธรรมชาติให้ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มต้นเพียงการรู้ว่าทรัพยากรเหล่านั้นสำคัญ แต่เริ่มจากการเข้าใจว่าเหตุใดจึงสำคัญ และเราจะใช้ความรู้ที่มีช่วยดูแลรักษาได้อย่างไร

CARBONOGRAPHY จึงเป็นมากกว่าการอบรมเรื่องคาร์บอน แต่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ทำให้วิทยาศาสตร์เข้าใกล้ผู้คน และทำให้การอนุรักษ์ทรัพยากรท้องถิ่นมีเครื่องมือและองค์ความรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต